basic-aq-ro-di

ระบบกรอง RO/DI สำหรับ การเลี้ยงตู้ทะเล แบบพื้นฐาน

จะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ระบบผลิตน้ำ DI  (RO/DI) และระบบจัดการการใช้น้ำ หรือเรียกว่าระบบจ่ายน้ำก็ได้

ในส่วนของระบบผลิตนั้น ประกอบด้วยสองส่วนคือ เครื่องกรอง RO และเครื่องกรอง DI กำลัง และความสามารถของเครื่องกรอง RO นั้น ปกติจะมีสองขนาดด้วยกันคือ 50-75 GPD ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำที่กรองได้จริง ก็จะตกอยู่ ราวๆ 200-300 ลิตร ในเครื่องขนาด 50 และ 300-400 ลิตร ในเครื่องขนาด 75 "สำหรับเครื่องขนาดไหญ่กว่านั้น ยังไม่ขอกล่าวถึง ในตอนนี้"

คำถามที่มักถามกันคือ เท่าไรจึงจะพอใช้งาน ปกติสำหรับตู้ที่เปลี่ยนน้ำครั้งละไม่เกิน 200 ลิตร ต่อครั้ง จะเหมาะสมกับเครื่องขนาด 50 GPD และ ตู้ที่ เปลี่ยนน้ำครั้งละ 300 ลิตรขึ้นไป จะเหมาะกับ 75 GPD มากกว่า

ที่มาของการคิดคร่าวๆ นี้คือ ระยะเวลาการรองน้ำ ซึ่งถ้าหากเราเลือกใช้เครื่องขนาดเล็กเกินไปก็จะทำให้เสียเวลามาก ระยะเวลาที่แนะนำคือ ไม่เกิน 1 วัน ในกรณีที่เรารองแบบตีใช้ครั้งต่อครั้ง (คือเราไม่มีถังสำรองน้ำ ขนาดใหญ่) การรอที่นานสำหรับเรานั้นรอได้ แต่สำหรับระบบการเลี้ยง ถ้าเกิดปัญหาคุณภาพน้ำ มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนน้ำฉุกเฉิน ถ้าต้องรอนานๆ นั้นไม่ดีแน่

ระบบ DI ล่ะ ทำไมต้องมีแบบกระบอกเดี่ยว และหลายๆ กระบอก

เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน เช่น สำหรับคนที่เปลี่ยนน้ำอาทิตย์ละ 40 ลิตร การใช้หลายๆ กระบอกก็ดูเกินไป แต่สำหรับคนที่เปลี่ยนน้ำครั้งละ 4-500 ลิตร อาจจะต้องใช้มากกว่านั้นมาก
และจะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะต้องเลือกใช้ขนาดแค่ไหน มีปัจจัยอยู่ 3 อย่างครับ

1. ความจุ ของ DI   2.ปริมาณน้ำที่ใช้ของเรา   3.ระยะห่างการเปลี่ยนไส้กรอง

ปกติความจุของ DI 1 ขึ้นตอนจะสามารถกรองน้ำได้ไม่น้อยกว่า 1200 ลิตร และระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนนั้น แนะนำให้เปลี่ยนพร้อมกับไส้กรองอื่นๆ ปกติจะอยู่ที่ 3 และ 6 เดือน
ยกตัวอย่าง การใช้น้ำ 100 ลิตร ต่อครั้ง 4 ครั้งต่อเดือน = 1200 / 400 ได้ 3 เดือน ดังนั้น 1 กระบอกก็เพียงพอ แต่ธรรมชาติการทำงานของ DI นั้น เมื่อใช้งานไปจนใกล้หมดความจุ ความสามารถในการดูดซับก็จะลดลง เราจึงแนะนำให้ ใช้มากว่าปริมาณจริง 2 เท่า เช่นใช้ 2ตัว เมื่อตัวแรกเต็มก็เปลี่ยนออก และนำตัวที่สอง กลับมาใช้เป็นตัวแรก และใส่ตัวใหม่ไปแทนที่
ระบบจัดการการใช้น้ำ หรือเรียกว่าระบบจ่ายน้ำ

มีการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่นิยมมี อยู่สองแบบ คือแบบใช้มือ และแบบ Auto
  • แบบใช้มือเปิดปิดเอง ก็จะไม่ต่างกับการใช้งานเครื่องกรองปกติมากนัก เพียงแต่ด้วยอัตราการไหลที่ช้า ต้องระวังเรื่องการล้นทิ้งของน้ำ
  • แบบ Auto (ระบบอัตโนมัติ) จุดที่ผุ้เลี้ยงส่วนใหญ่มีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดคือ  1. การเติมน้ำอัตโนมัติ 2.การรองน้ำสำหรับการผสมน้ำเกลือ (ตีเกลือ)
  1. ระบบเติมน้ำอัตโนมัตินั้น การใช้งานสำหรับเติมน้ำแทนที่ส่วนที่ระเหยไปในตู้ปลา โดยมีอุปกรณ์ควบคุมระดับน้ำที่เรียกว่า auto top-off ตัวนี้จะคอยวัดระดับน้ำในกรองล่าง และเติมน้ำจืดที่ผ่านการกรองด้วยเครื่องกรอง ro/di โดยผ่านวาล์วควบคุมไฟฟ้า solinoid valve เมื่อวาล์วนี้เปิด เครื่องกรอง ก็จะรุ้ได้ว่า ระบบมีความต้องการน้ำจากสวิตช์ความดันน้ำในสายส่ง
  2. ระบบรองน้ำสำหรับตีเกลืออัตโนมัติ มีอยู่อีกสองแบบคือ 2.1 สำรองน้ำจืดไว้ในถังแล้วดูดน้ำนี้ไป ผสมเกลืออีกถัง (มีสองถัง) 2.2 สำรองน้ำลงในถังตีเกลือโดยตรงเลย (มีถังเดียว)
2.1 สำรองน้ำจืดไว้ในถังแล้ว ดูดน้ำนี้ไป ผสมเกลืออีกถัง (มีสองถัง)

การทำงานจะคล้ายๆ กับระบบเติมน้ำลงตู้โดย เครื่องควบคุม SMLC จะวัด และคุมระดับน้ำในถังให้อยู่ในระดับที่กำหนดตลอดเวลา โดยจะมีการทำงานสองระดับ คือระดับน้ำเต็ม และระดับน้ำพร่อง ที่ต้องให้ทำงานแบบนี้ เพราะการทำงานแบบสองระดับ จะช่วยให้ระบบกรอง ไม่ต้องทำงานถี่เกินความจำเป็น เมื่อน้ำเต็มแล้ว เราดูดน้ำไปยังถังสำหรับผสม SMLC และเครื่องกรองก็จะปล่อยน้ำลงสำรองในถังน้ำจืดนี้ เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานในครั้งต่อไป

2.2 สำรองน้ำลงในถังตีเกลือโดยตรงเลย(มีถังเดียว)

ในกรณีมีถังใบเดียวนั้น เราก็สามารถใช้ SMLC มาควบคุมการสำรองน้ำได้เช่นกัน โดยเครื่องจะทำงานในโหมดพิเศษ คือโหมดสำรองน้ำถังตีเกลือ การทำงาน จะมีตัวตรวจวัดระดับน้ำสูงสุด อยู่ที่ถังผสม และมีสวิตช์ที่หน้าเครื่องควบคุม เมื่อเราต้องการจะรองน้ำ เพียงกดที่หน้าเครื่อง SMLC และเครื่องกรองก็จะปล่อยน้ำลงสำรองในถังผสม จนระดับน้ำถึงระดับสูงสุด เราก็ทำการผสมตามปกติ เมื่อเราดูดน้ำไปใช้เปลี่ยน เครื่องจะไม่เติมน้ำใหม่ลงไป แต่จะรอจนกว่าเรา กดปุ่มเมื่อต้องการสำรองน้ำสำหรับเปลี่ยนน้ำในตู้อีกครั้ง เท่านั้น